
เรื่องลับบนโถส้วม คน 90% กำลังขรี้ผิดวิธี
ผมเคยคิดว่าการขรี้เป็นเรื่องที่ไม่ต้องเรียน ไม่มีใครสอน และก็ไม่มีใครอยากพูดถึง
พอได้ยินใครพูดเรื่องอึที่ไหน ผมก็จะยิ้มแห้ง ๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องทันที ทั้งที่จริง…ชีวิตผูกกับเรื่องขรี้ทุกวัน แบบเงียบ ๆ แต่ลึกซึ้งกว่าที่คิด
ช่วงหนึ่งผมมีอาการท้องผูกเป็นประจำ นานวันเข้าเริ่มปวดท้องแน่น ๆ เบ่งเท่าไหร่ก็ไม่ออก หรือบางทีก็ออกแบบไม่สุด เหมือนร่างกายไม่ยอมปล่อยให้หมด ปล่อยแค่พอหายอึดอัด แล้วก็วนซ้ำอีก เหมือนลำไส้ติดลูป แล้วผมก็ติดกับมันโดยไม่รู้ตัว

ผมลองหมดแล้วครับ ทั้งกินผักเยอะขึ้น ดื่มน้ำวันละสองลิตร กินโยเกิร์ต พรุน ยาคูลท์แบบเช้าเย็น บางทีก็เสิร์ชหาวิธีคลายท้องผูกในอินเทอร์เน็ต อ่านบทความจากหมอหลายคน ซึ่งก็มีประโยชน์นะครับ
แต่ที่ยังขาดอยู่คือ… ผมไม่เคยย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ผม “ขรี้” เป็นไหม?
จนมาเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า วิทยาศาสตร์แห่งการขรี้ (The Science of Pooping) ที่ผมเปิดดูตอนแรกก็ขำ ๆ นะ ชื่อเหมือนตั้งมาเอาฮา แต่พออ่านจริง ๆ กลับกลายเป็นว่า นี่คือหนังสือที่เปลี่ยนมุมมองของผมต่อ “การขับถ่าย” ไปตลอดชีวิต

ผู้เขียนเล่าไว้ในบทแรกว่า “สุขภาพของเราสะท้อนผ่านลำไส้ และลำไส้สะท้อนผ่านอึ”
แปลว่าถ้าอึมีปัญหา ร่างกายก็มีปัญหาแน่ ๆ
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ…90% ของคนทั่วไป “ขรี้ผิดวิธี” โดยไม่รู้ตัว
ผมได้เรียนรู้ว่า ท่านั่งมีผลต่อการขับถ่ายอย่างไม่น่าเชื่อ
คนสมัยใหม่ส่วนใหญ่ใช้โถส้วมแบบนั่งราบ ซึ่งทำให้ลำไส้บีบตัวได้ไม่ดีเท่า “ท่าแบบสควอต” ที่บรรพบุรุษเรานั่งกันตามธรรมชาติ
พอลำไส้ไม่เข้าที่ กล้ามเนื้อบีบผิดจุด เราก็ต้องเบ่งแรง เบ่งบ่อย และเบ่งนาน
สุดท้ายเกิดแรงดันในเส้นเลือดบริเวณทวารหนักมากเกินไป กลายเป็นต้นเหตุของ “ริดสีดวง” ที่ใครหลายคนรู้จักดี

ในหนังสือมีรูปเปรียบเทียบองศาท่านั่งให้เห็นชัด ๆ
แค่ยกเท้าสูงขึ้นเล็กน้อยโดยใช้เก้าอี้เล็ก ๆ หนุนไว้ตอนนั่ง การขับถ่ายก็เปลี่ยนไปเลยครับ
ผมลองเองกับตัว ปรากฏว่าอึออกง่ายขึ้นแบบไม่ต้องเบ่ง เหมือนลำไส้มันคลิกเข้าล็อก เหมือนร่างกายพูดว่า “ขอบใจนะ ที่ฟังฉันสักที”
ผมยังได้รู้ด้วยว่า การขรี้ควรเป็น “ช่วงเวลาสงบ” ไม่ใช่ “เวลาหยิบมือถือขึ้นมาเล่น”
ก่อนหน้านี้ผมติดการไถมือถือในห้องน้ำ บางทีขรี้เสร็จแล้วก็ยังนั่งเล่นต่อไปอีกสิบห้านาที กลายเป็นเพิ่มแรงกดบริเวณก้นโดยไม่จำเป็น ในหนังสือเปรียบเทียบว่า “การเล่นมือถือในห้องน้ำ ก็เหมือนเราแบกของหนักบนตัวเองโดยไม่รู้ตัว”

เรื่องพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ส่งผลใหญ่ยังมีอีกเยอะครับ
อย่างเช่น การนวดท้องเบา ๆ ตอนตื่นนอน การดื่มน้ำอุ่นหลังตื่น การหายใจเข้าลึก ๆ ขณะขับถ่าย หรือแม้แต่การไม่ฝืนถ้าอึยังไม่มา
ทั้งหมดนี้ฟังดูง่ายและเล็กมาก แต่พอผมทำทุกวัน มันเปลี่ยนระบบย่อยอาหารผมไปเลย ไม่ใช่แค่อึง่ายขึ้น แต่นอนดีขึ้น ผิวไม่แห้งเท่าเดิม และที่สำคัญ…รู้สึกโปร่งเบาแบบที่ไม่เคยรู้สึกมานาน
หลายคนอาจคิดว่าเรื่องแบบนี้ไม่สำคัญ หรือมันดูไม่เท่ ไม่ไฮเทค ไม่เหมาะจะพูดในที่สาธารณะ
แต่ผมอยากบอกว่า… เรื่องง่าย ๆ อย่างการขรี้เนี่ยแหละ คือ “สุขภาพแบบเงียบ ๆ” ที่เราละเลยกันมากที่สุด

มันไม่ใช่เรื่องของการดูดี แต่มันคือรากฐานของการ “อยู่ดี”
ไม่ใช่เพราะอึทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่เพราะเมื่อร่างกายปล่อยของเสียได้เต็มที่ ใจมันก็ปล่อยความเครียดได้ดีขึ้นด้วย
ตั้งแต่วันนั้น ผมไม่เคยมองห้องน้ำแบบเดิมอีกเลย มันไม่ใช่แค่ที่ขับถ่าย แต่มันคือพื้นที่ที่เรากลับมาอยู่กับตัวเอง และฟังเสียงร่างกายเบา ๆ ที่เคยถูกกลบด้วยเสียงรบกวนจากชีวิตที่วิ่งเร็วเกินไป
บางทีสิ่งที่เราต้องเปลี่ยน อาจไม่ใช่อาหาร ไม่ใช่วิตามิน หรือการออกกำลังกาย แต่คือ “การกลับมาใส่ใจพฤติกรรมเล็ก ๆ” ที่เราทำทุกวัน…แต่ไม่เคยคิดว่ามันสำคัญ
แล้วคุณล่ะ วันนี้ขรี้แบบ “ปล่อยหมด” แล้วหรือยัง?
กองบรรณาธิการ : สำนักพิมพ์ 7D Book

หนังสือ วิทยาศาสตร์แห่งการขรี้
“ปรับพฤติกรรมการอึ เลิกเบ่งผิดวิธี” คู่มือดูแลร่างกายที่เริ่มจากสิ่งที่ทุกคนทำทุกวัน (แต่ไม่เคยทำถูกวิธี) พาคุณเข้าไปสู่โลกของ “การขรี้” ที่เต็มไปด้วยข้อมูลชวนอึ้ง สนุก น่าอ่าน และได้สาระที่เอาไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
คุณจะเข้าใจว่า การขรี้ไม่ใช่แค่การปล่อยของเสีย แต่มันคือกระบวนการรีเซ็ตทั้งร่างกาย ฮอร์โมน อารมณ์ ผิวพรรณ รวมถึงปรับสมดุลสมอง ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ขับถ่ายยาก ท้องผูกเรื้อรัง หรือแม้แต่คนที่ “ขรี้เป็นปกติ” ก็ยังจะได้ความรู้ใหม่ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณไปตลอดกาล
• ติดตามข่าวสารที่ช่องทางอื่น ๆ : 7D Book & Co.