รายได้ “ทนายความ” ในอาเซียน

เมื่ออาชีพในชุดสูท ต้องแข่งขันกับ AI และค่าครองชีพ

หากย้อนกลับไปเมื่อสิบยี่สิบปีก่อน คำว่า “ทนาย” ยังเป็นหนึ่งในอาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ ภาพจำของอาชีพนี้คือความมั่นคง รายได้ดี เป็นที่นับหน้าถือตา ใครเรียนกฎหมายจบก็เหมือนมีเกราะทองคำคลุมร่าง หางานง่าย รายได้แน่นอน

แต่โลกวันนี้ไม่ได้เหมือนวันวานอีกต่อไป

AI เข้ามาแทนที่งานซ้ำ ๆ ของทนาย สัญญาร่างโดยระบบอัตโนมัติ แพลตฟอร์มกฎหมายผุดขึ้นแข่งกับสำนักงานกฎหมาย ลูกค้าไม่จ่ายเงินให้คนที่แค่ “รู้กฎหมาย” แต่จ่ายให้คนที่ “เข้าใจธุรกิจและแก้ปัญหาได้จริง”

เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไป เราควรถามคำถามง่าย ๆ ที่เจ็บแสบว่า…

วันนี้ ทนายในอาเซียน ได้รายได้เท่าไหร่กันแน่?
และเรายังควรเชื่อมั่นในอาชีพนี้เหมือนเดิมหรือไม่?

จากข้อมูลล่าสุดของ SalaryExpert ซึ่งอ้างอิงฐานเงินเดือนจากบริษัทวิจัยค่าตอบแทน ERI ระบุว่า ทนายในกรุงเทพฯ มีรายได้เฉลี่ยปีละประมาณ 1.49 ล้านบาท คิดเป็นรายชั่วโมงประมาณ 716 บาท

เมื่อแยกตามประสบการณ์ ทนายระดับเริ่มต้นที่มีประสบการณ์ 1–3 ปี จะมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 1.03 ล้านบาทต่อปี

แต่ถ้าเป็นทนายที่มีประสบการณ์มากกว่า 8 ปีขึ้นไป ตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงถึง 1.87 ล้านบาทต่อปี

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ เมื่อเจาะลึกไปยังสายงานเฉพาะทาง เช่น Corporate Lawyer ซึ่งทำงานกับบริษัทใหญ่และธุรกิจระหว่างประเทศ พบว่ารายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 1.55 ล้านบาทต่อปี พร้อมโบนัสเฉลี่ยอีกกว่า 1 แสนบาท

สายกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP Lawyer มีรายได้เฉลี่ยที่ใกล้เคียงกันที่ราว 1.51 ล้านบาทต่อปี

คำตอบคือ เพราะ “ความเฉพาะทาง” คือมูลค่าใหม่ของงานกฎหมาย

คนที่ยังทำงานกฎหมายแบบทั่วไป เช่น ร่างสัญญา ฟ้องคดีเช่าบ้าน หรือคดีแพ่งพื้นฐาน เริ่มมีคู่แข่งเป็น AI ที่ทำงานได้เร็วกว่า และไม่ต้องใช้ค่าจ้าง

แต่คนที่เข้าใจ “ธุรกิจ” และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางกลยุทธ์ กลับมีมูลค่าที่สูงขึ้น และไม่มีใครแทนที่ได้ง่าย

ทนายความ นักกฎหมาย

อินโดนีเซียเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรมากกว่าไทยหลายเท่า และเศรษฐกิจกำลังโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในเมืองอย่างจาการ์ตา

ทนายในอินโดนีเซีย มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 574 ล้านรูเปียห์ต่อปี หรือราว 1.4 ล้านบาทเมื่อแปลงเป็นเงินบาท

ทนายที่เพิ่งเริ่มต้นจะมีรายได้ประมาณ 400 ล้านรูเปียห์ ขณะที่ทนายอาวุโสอาจมีรายได้มากกว่า 725 ล้านรูเปียห์ต่อปี

แม้จะดูใกล้เคียงไทย แต่จุดที่ต่างคือ อินโดนีเซียยังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การลงทุน และระบบกฎหมาย

บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนจำนวนมาก ความต้องการทนายที่เข้าใจระบบกฎหมายระหว่างประเทศสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี การเงิน และพลังงาน

จุดอ่อนเดียวคือระบบราชการยังมีความล่าช้า และกฎหมายบางส่วนยังไม่ทันโลก แต่นั่นกลับเป็น “โอกาส” ของทนายรุ่นใหม่ที่จะกลายเป็นผู้เชื่อมโยงโลกใหม่กับระบบเก่า

ทนายในมาเลเซียมีรายได้เฉลี่ยที่ประมาณ 195,000 ริงกิตต่อปี หรือราว 1.6 แสนบาท

หากมองผ่านตัวเลขเพียงอย่างเดียว อาจรู้สึกว่า “น้อยกว่าประเทศอื่น” แต่ต้องเข้าใจว่าค่าครองชีพในมาเลเซียต่ำกว่าประเทศไทยอยู่พอสมควร โดยเฉพาะค่าเช่าที่พัก ค่ารถสาธารณะ และค่ากินอยู่ในเมืองรอง

รายได้ของทนายระดับเริ่มต้นในมาเลเซียจะอยู่ที่ประมาณ 135,000 ริงกิต

ส่วนทนายรุ่นเก๋าอาจไปได้ถึง 245,000 ริงกิตต่อปี

สายงาน Corporate Lawyer ในมาเลเซียมีรายได้เฉลี่ยที่ 202,000 ริงกิต ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับทนายทั่วไปในกรุงเทพฯ

สิ่งที่น่าสนใจคือ มาเลเซียให้ความสำคัญกับ LegalTech อย่างจริงจัง มีการผลักดันการใช้เทคโนโลยีในการดำเนินคดี การบริหารเอกสาร และการจองทนายผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งทำให้ทนายรุ่นใหม่ที่เปิดรับเทคโนโลยี ได้เปรียบในการเข้าถึงลูกค้าและลดต้นทุนการให้บริการ

ทนายในเวียดนามมีรายได้เฉลี่ยราว 790–816 ล้านดอง หรือประมาณ 110,000–143,000 บาท แม้จะดูต่ำเมื่อเทียบกับไทย อินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย แต่ต้องเข้าใจว่านี่คือประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ในเมืองใหญ่อย่างฮานอยและโฮจิมินห์ บริษัทข้ามชาติกำลังไหลเข้า สตาร์ตอัปกำลังบูม และโครงสร้างเศรษฐกิจกำลังเคลื่อนจากอุตสาหกรรมการผลิต ไปสู่เทคโนโลยี

ทนายรุ่นใหม่ที่เข้าใจภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษหรือจีน สามารถเป็นตัวกลางเจรจาและให้คำปรึกษาทางธุรกิจกับต่างชาติ ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่ทนายรุ่นเก่าอาจเข้าไม่ถึง

แม้จะเป็นอาชีพเดียวกัน แต่รายได้ทนายในแต่ละประเทศกลับต่างกันมาก ส่วนหนึ่งมาจากค่าครองชีพ โครงสร้างเศรษฐกิจ และขนาดของตลาด แต่อีกส่วนหนึ่งมาจาก “แนวคิดและการปรับตัวของตัวทนายเอง”

ทนายที่ยังทำงานแบบเดิม รอคดีมาหา ไม่พัฒนาตัวเอง มักจะเจอเพดานรายได้ที่เตี้ยลงเรื่อย ๆ

แต่ทนายที่… รู้ภาษา เข้าใจธุรกิจ ใช้เทคโนโลยี สร้างแบรนด์ตัวเองในโลกออนไลน์ และรู้ว่าลูกค้ากำลังต้องการ “คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์” มากกว่าแค่ “ตีความข้อกฎหมาย” จะสามารถทำรายได้มากกว่า แม้อยู่ในประเทศที่รายได้เฉลี่ยต่ำ

ในยุคที่ ChatGPT สามารถร่างสัญญาให้ลูกค้าได้ภายใน 5 นาที และแพลตฟอร์มออนไลน์ให้คำปรึกษากฎหมายในราคาหลักร้อย

ทนายที่รอด จะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในห้องสอบ แต่คือคนที่เข้าใจว่า… งานของเขาไม่ใช่แค่การรู้กฎหมาย แต่คือการ “สื่อสาร” กฎหมายให้คนธรรมดาเข้าใจ และใช้มันเป็น “เครื่องมือ” สร้างความมั่นใจให้กับธุรกิจ

อาชีพนี้ไม่หายไป แต่มูลค่าของมันเปลี่ยนไป และคนที่ปรับตัวก่อน ย่อมได้เปรียบเสมอ

ในขณะที่โลกเปลี่ยน กฎหมายเปลี่ยน สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ “ความต้องการมนุษย์ที่อยากได้รับการเข้าใจ และมีคนปกป้อง”

หากคุณเป็นทนายที่ตอบโจทย์นี้ได้ ไม่ว่าอยู่ประเทศไหน คุณจะไม่ตกขบวน

เพราะในวันที่ AI ทำงานแทนคน คนที่ยังจำเป็น…คือคนที่ “เข้าใจคน”

หากคุณอยากรู้ว่า “อาชีพของคุณ” จะถูกแทนด้วย AI หรือไม่ ลองถามตัวเองว่า… “คุณกำลังแก้ปัญหาให้ใคร ด้วยคุณค่าแบบไหน?”

ถ้าคำตอบชัด รายได้จะตามมา ไม่ว่าคุณจะเป็นทนาย… หรืออะไรก็ตาม

นักกฎหมาย ทนายความ

ถ้าคุณเป็นบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม และยังไม่ใช้ AI คุณกำลังเสียเปรียบทุกวัน โดยไม่รู้ตัว

ทุกวัน คู่แข่งของคุณกำลังทำสำนวนเร็วกว่า
ค้นข้อมูลไวกว่า แปลเอกสารได้ทันที
ปิดคดีได้ก่อน ทั้งที่ความรู้กฎหมายของคุณอาจไม่ด้อยไปกว่าเขาเลย

สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ AI สิ่งที่น่ากลัว คือ คู่แข่งของคุณกำลังรู้วิธีใช้มัน (แต่คุณยังไม่รู้)

ทนายไพศาล

เรียนจบ ใช้ได้จริงทุกวัน ไม่ต้องลองผิดลองถูก

Day 1 : AI ช่วยทนายและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมทำงานได้เร็วขึ้นอย่างไร

Day 2 : AI ช่วยทนาย บุคลากรในกระบวนกายุติธรนม สื่อสาร-ปิดคดี ได้เหนือกว่า ลึกกว่าจนคู่แข่งตามไม่ทัน

เฉพาะรุ่นนี้! สมัครภายใน 24 ชั่วโมงนี้ รับโบนัสพิเศษ

Scroll to Top